หนุ่มนักศึกษาม.ดัง ลวงเด็กชายวัย 12 บังคับสำเร็จความใคร่

3

เมื่อเวลา 23.30 น. (24 มี.ค.) ร.ต.อ.วิรุฬ  กลางคำ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.วารินชำราบ นำหมายจับจากศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่ 93/2560 เข้าจับกุมนายณัชพล อายุ 21 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่ง ข้อหากระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี พาบุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร และ พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร
หลังจากนางเอ๋ (นามสมมุติ) เข้าแจ้งความว่า เด็กชายปีเตอร์ อายุ 12 ปี บุตรชาย ได้ถูกนายณัชพล ใช้เฟซบุ๊กหลอกไปทำอนาจารที่หอพักแห่งหนึ่งใกล้มหาวิทยาลัย หลังรับแจ้งจึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อม พ.ต.อ.อดิเทพ พิชาดุลย์  ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวารินชำราบ สอบสวนนางเอ๋ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
นางเอ๋ เปิดเผยว่า เมื่อวาน (23 มี.ค.) เวลาประมาณ 19.00 น. เด็กชายปีเตอร์ ลูกชายได้หายออกไปจากบ้านพัก พยายามติดต่อพยามยามโทรติดต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. ลูกชายได้กลับเข้ามาบ้านซึ่งได้พยายามสอบถามด้วยความเป็นห่วงว่าไปไหนมา เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาลูกชายไปไหนจะต้องบอกตลอด แต่ตลอดทั้งคืนลูกชายก็ไม่ยอมพูดจนกระทั่งเช้า จึงได้ทราบความจริงว่าลูกชายถูกนายณัชพล ลวงไปล่วงละเมิดทางเพศ จึงได้นำตัวมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงบ่ายวันนี้ ( 24 มี.ค.)

นางเอ๋ ยังเล่าอีกว่าจากการสอบถามลูกชายถึงที่มาที่ไป ลำดับเหตุการณ์ ทั้งหมดเริ่มจากเมื่อประมาณเดือน กรฏาคม 2559  ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งเป็นผู้หญิงใช้ชื่อ เบล ได้ทักเฟซบุ๊กเข้ามาหาลูกชายลักษณะคล้ายกับเข้ามาชอบพอ แต่หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน เบล ได้ขอให้ลูกชายถ่ายภาพอวัยวะเพศส่งไปให้ดูในเฟซบุ๊กอยู่บ่อยครั้ง จนลูกชายคิดว่ามากเกินไปจึงได้บล็อกเฟสของเบลไว้  หลังจากนั้นเบลก็ได้สมัครเฟซบุ๊กใหม่เข้ามาทักอีก 2 ครั้ง จนครั้งสุดท้ายครั้งที่ 3 เบล ได้โพสต์บอกลูกชายว่า หากไม่ตอบกลับภาพของลับที่ส่งมาให้จะหลุดไปในโลกโซเชียลและที่โรงเรียนให้อับอาย ทำให้ลูกชายจึงต้องกลับไปคุยกับคนชื่อ เบล อีกครั้ง พร้อมทั้งถูกดึงเข้ากลุ่มลับ มีสมาชิกทั้งหมด 5 คน ซึ่งเป็นชายทั้งหมด 4 คน หญิง 1 คน คือเบล
เมื่อเข้าไปในกลุ่มลับนี้แล้ว เบล จะเป็นตัวการในการบอกให้คนในกลุ่มซึ่งเป็นชายนัดกันไปมีอะไรกัน โดยมีการถ่ายคลิปวีดีโอ ด้วยโปรแกรมเว็บแคมลงในคอมพิวเตอร์  จากการตรวจสอบกล่องข้อความของลูกชาย  นกต่อเบลได้บังคับให้ลูกชายเลือกผู้ชายในกลุ่ม 1 คน ใครก็ได้แล้วนัดให้ไปมีอะไรกันด้วยการ จูบปาก อมของสงวน และ ออรัลเซ็กกัน พร้อมทั้งถ่ายคลิปวีดีโอไว้  ถึงแม้ลูกชายจะปฏิเสธแต่ก็ถูกเบลข่มขู่ว่าจะเอารูปอวัยวะเพศไปประจาน จนลูกชายต้องทำตาม

ช่วงเวลา 19.00 น. (23 มี.ค.) เมื่อถึงเวลานัดนายณัชพลได้ขับรถมารับไปที่หอพักแห่งหนึ่งจากนั้นนายณัฐพล ก็ลงมือกระทำชำเรา ด้วยการ ดูดปาก ออรัลเซ็ก และ ช่วยทำให้นายณัฐพลสำเร็จความใคร่ไปหลายครั้ง จนถึงเวลาประมาณ 21.30 น. (23 มี.ค.) นายณัฐพลได้พากลับมาส่งที่บ้าน จนมีการพุดคุยกันว่าลูกนายณัฐพลกระทำอนาจารดังกล่าว
ด้าน พ.ต.อ.อดิเทพ กล่าวว่าเบื้องต้นหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งความพร้อมทั้งรายงานมาให้ตนทราบเบื้องต้น ตนจึงได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน และ ชุดสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในการตรวจสอบข้อเท็จจริงจนพบว่าเด็กมีแนวโน้มที่จะถูกระทำชำเราจริง จึงได้เชิญตัวนายณัฐพล มาพูดคุยจนยอมรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุกระทำชำเราเด็กจริง
ส่วนผู้ที่อ้างตัวว่าชื่อ เบล นั้นยังไม่ทราบว่าตัวตนที่แท้จริงเป็นใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่จากพฤติกรรมแล้วกลุ่มผู้ต้องทำงานเป็นทีม ใช้เฟซบุก๊ผู้หญิงทำมาตีสนิทชอบพอแล้วขอดูของสงวน ก่อนจะบังคับให้ไปถ่ายคลิปแนววาบหวิวกับผู้ชาย เพื่อนำไปส่งต่อนายทุนอีกต่อ

ผีหลอก ! สองชาวบ้านพบศพกลางป่า นำ จนท. ค้นหาแต่ไม่พบ ทว่ามีกลิ่นเน่าทำให้ต้องค้นหาต่อ

k

ชาวบ้านสองคนไปตัดไม้ไผ่ริมทางรถไฟ และบังเอิญพบศพผู้เสียชีวิต นอนตายในป่าสภาพถูกปิดทับด้วยใบไม้และถุงปุ๋ย มีขาโผล่ออกมา มีธูปปักไว้ที่ศีรษะ จึงแจ้งให้ สภ.ทับสะแกทราบ เจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยจึงลงพื้นที่ตรวจสอบ ทว่าค้นหายังไงก็ไม่พบ แต่มีหลายคนได้กลิ่นเน่าซากศพ จึงค้นหาต่อ แต่ก็หาศพไม่เจออยู่ดี ชาวบ้านเชื่อ “ถูกผีหลอก”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.30 น. วันนี้ (25 มี.ค. 60) พ.ต.อ.วรเดช สวนคล้าย ผกก.สภ.ทับสะแก, พ.ต.อ.ทัศจักร ลีลาโรจนกุล พนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการพิเศษ, พ.ต.ท.สมมาตร สังข์ทอง รอง ผกก.สอบสวน, ร.ต.อ.รมย์ อนุเคราะห์
พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน กำลังอปพร. และ ชรบ.อาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิสว่างรุ่งเรืองธรรมสถานทับสะแก ร่วมกับชาวบ้านหนองน้ำขาว หมู่ที่ 8 ต.ทับสะแก และบ้านทุ่งประดู่ หมู่ที่ 2 รวมกว่า 200 คน ได้ช่วยกันเดินเท้าค้นหาผู้เสียชีวิตในป่าละเมาะ ริมทางรถไฟฝั่งตะวันออก ทั้งสองหมู่บ้านเป็นระยะทางยาวกว่า 1 กม.

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเย็นของวันที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมา นายราชัน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านหนองน้ำขาว ได้รับแจ้งว่า มีชาวบ้าน 2 คน คือ นายประพันธ์ อายุ 64 ปี และนายฤทธิ์ อายุ 48 ปี ชาวบ้าน ม.2 ที่ไปตัดไม้ไผ่ริมทางรถไฟ ได้พบศพผู้เสียชีวิตนอนตายในป่าสภาพถูกปิดทับด้วยใบไม้และถุงปุ๋ย มีขาโผล่ออกมา และมีธูปปักไว้ที่ศีรษะ จึงแจ้งให้ สภ.ทับสะแก ทราบ
จากนั้นหลายหน่วยงานจึงได้ลงพื้นที่ระดมค้นหา ตั้งแต่เวลาที่รับแจ้งจนพลบค่ำ ยันดึก แต่ก็ไม่พบ พ.ต.อ.ทัศจักร ลีลาโรจนกุล พนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการพิเศษ จึงสั่งให้ทุกหน่วยหยุดพักการค้นหา เนื่องจากสภาพที่ค้นหาเป็นป่า อีกทั้งไฟฉายไม่สามารถส่องเห็นได้ และอาจจะทำให้เป็นการทำลายหลักฐานในที่เกิดเหตุแบบไม่รู้ตัว และให้มีการระดมกำลังค้นหาต่อในรุ่งเช้า

จากการสนธิกำลังกันตรวจสอบในช่วงเช้ากว่า 4 ชั่วโมง ทั้งนายประพันธ์ และนายบุญเชื้อ ที่พบศพผู้เสียชีวิตได้นำเจ้าหน้าที่ไปชี้จุดที่พบเห็น แต่กลับไม่มีร่องรอยของซากศพหรือสิ่งผิดปกติ รวมทั้งหลักฐานต่างๆ ที่เชื่อได้ว่าจะเป็นสถานที่ก่อเหตุอาชญากรรมในบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงลงบันทึกข้อมูลต่างๆ ไว้เพื่อตรวจสอบบุคคลหายย้อนหลัง พร้อมสั่งหยุดการค้นหา
อย่างไรก็ดี ชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้ร่วมกันค้นหาศพในครั้งนี้ ต่างเชื่อว่าทั้งสองคนอาจจะถูกผีหลอก เนื่องจากในบริเวณดังกล่าวในอดีตเคยเป็นป่าช้าเก่าตั้งแต่สมัยสร้างทางรถไฟ จึงมีการปล่อยเป็นป่ารกร้าง และวันดีคืนดีได้มีคนพบเห็นกลุ่มคนไปนั่งอยู่บนรางรถไฟ เดินเล่นริมถนน ริมชายป่า
และบางครั้งมีเสียงพูดคุยกัน จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปในบริเวณดังกล่าวในยามพลบค่ำ เช่นเดียวกับขณะเจ้าหน้าที่ค้นหาในช่วงกลางคืนที่ผ่านมา หลายคนยังได้กลิ่นเหม็นเหมือนซากศพโชยมา จึงเป็นสาเหตุที่ต้องค้นหาเพิ่มเติม แต่ค้นหายังไงก็ไม่พบ

แทบขาดใจ! พ่อแม่ชาวจีนร่ำไห้กลางมหาวิทยาลัย ลูกชายหายนับเดือน

1

เว็บไซต์ข่าวประเทศจีนรายงานว่า ท่ามกลางดอกซากุระบานสะพรั่งในรั้วมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย มีแม่ชาวจีนคนหนึ่งนั่งร้องไห้ปิ่มจะขาดใจอยู่บริเวณมหาวิทยาลัย เหตุเพราะลูกชายทราบชื่อ อู่เซิ่ง นักศึกษาชั้นปี 2 ของมหาวิทยาลัยนั้นหายตัวและขาดการติดต่อไปนานเดือนกว่าตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา
ด้วยเหตุนี้เธอกับสามีจึงพากันเดินทางจากบ้านเกิดที่มณฑลกุ้ยโจว มาตามหา เดินสอบถามทั้งเพื่อนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็เรียกหยุดถาม

โดยนายอู๋ ผู้เป็นพ่อเล่าว่า เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา อาจารย์ที่ปรึกษาของลูกชายได้โทรศัพท์ติดต่อมาหาที่บ้าน ด้วยวันที่ 20 ก.พ. จะเป็นวันเปิดเรียนใหม่แล้ว แต่ลูกชายเขายังไม่ได้ไปลงทะเบียนจึงอยากสอบถาม แต่พอเขาโทรติดต่อหาลูกชายก็พบว่าไม่สามารถติดต่อได้ ทั้งทางโทรศัพท์และสื่อโซเชียลฯ ต่างๆ เขาจึงตัดสินใจมาตามหาก่อน
แม้เพื่อนของลูกชายจะบอกว่าก่อนหน้านี้ยังเห็นเขาอยู่ที่มหาวิทยาลัย ตรวจสอบดูกล้องวงจรปิดก็พบเพียงเข้าเดินออกจากมหาวิทยาลัยแล้วขึ้นรถประจำทางออกไป ก่อนจะขาดการติดต่อกับทุกคน จนเขากับภรรยาต้องเข้าแจ้งความกับตำรวจ

ซึ่งหลังจากตรวจสอบข้อมูลการโพสต์โซเชียลฯ ก็ไม่มีคำพูดใดที่ผิดปกติ
แม้เขาจะสอบถามจากคนอื่นๆ ลูกสาวอีกคนจะประกาศตามหาพี่ชายในสื่อโซเชียลฯ ดูแล้วก็ยังหาไม่พบ ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความกังวลใจให้คนในครอบครัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ที่ร้องไห้อย่างหนัก ด้วยความเป็นห่วงลูก
หลังจากเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็ได้รับความสนใจจากชาวเน็ต และหวังว่าพวกเขาจะสามารถหาตัวลูกชายให้พบได้ในเร็ววัน

หนุ่มจิตหลอนโดดเสาสัญญาณ 30 ม. ร่วงต่อหน้าชาวบ้าน

4

หนุ่มสติหลุดจิตหลอน ช้ำรักหลังหย่าร้างกับเมีย ย่องปีนขึ้นเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ 30 เมตร ญาติกล่อมก็ไม่ยังลง สรุปดิ่งลงมาเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา
(24 มี.ค.) เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา เกิดเหตุมีหนุ่มวัย 36 ปี มีลักษณะอาการทางประสาทหวาดระแวงว่าจะมีคนตามมาทำร้าย จึงได้ปีนหนีขึ้นไปบนเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ที่มีความสูงจากพื้นดินประมาณ 30 เมตร ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านพัก ทราบชื่อ นายกอบกุล อายุ 36 ปี ชาวอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร สวมเสื้อยืดคอกลมสีน้ำเงินและสวมกางเกงขาสั้นกำลังปีนอยู่บนยอดเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์

ขณะที่ญาติพี่น้องและชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ช่วยกันเกลี้ยกล่อม ขอให้ นายกอบกุล ไต่ลงมาข้างล่าง แต่ นายกอบกุล ก็ไม่ยอมลงโดยอ้างว่าจะมีคนตามมาฆ่าจนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง นายกอบกุล จึงตัดสินใจกระโดดลงมาจากยอดเสา ท่ามกลางสายตาของญาติๆ และชาวบ้านร่างร่วงกระแทกพื้นดินด้านล่างอย่างแรงจนเสียชีวิตคาที่
ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ชีพขององค์การบริหารส่วนตำบลกำแมด จะได้นำร่างของ นายกอบกุล ส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร

จากการสอบถาม พี่ชายของผู้เสียชีวิต บอกว่า นายกอบกุลเคยมีภรรยามาก่อน แต่ไม่มีบุตรด้วยกันและเมื่อประมาณ 1 ปี ที่ผ่านมาได้เลิกร้างกับภรรยา ผู้เสียชีวิตจึงกลับไปพักอาศัยอยู่กับมารดาและพี่สาวและเริ่มมีอาการทางประสาท โดยหวาดระแวงว่าจะมีคนตามฆ่า ญาติๆ จึงได้พาไปรับยาระงับประสาทที่โรงพยาบาลกุดชุม มากินเป็นประจำ
กระทั่งในวันนี้ผู้เสียชีวิตบ่นปวดศีรษะ พี่สาวจึงจะพาไปรับยา แต่ในขณะที่พี่สาวเผลอ ผู้เสียชีวิตได้ปีนขึ้นไปบนเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ที่อยู่ใกล้กับบ้านพัก โดยอ้างว่าจะมีคนตามมาฆ่าญาติๆ ช่วยกันเกลี้ยกล่อมขอให้ลงมา แต่ก็ไม่เป็นผล กระทั่งกระโดดลงมาเสียชีวิตดังกล่าว

รถชนกัน 4 คันรวดอดีตตำรวจพังงา พร้อมภรรยาดับ

6

เกิดอุบัติเหตุรถชนกัน 4 คันรวด อดีตตำรวจพังงาพร้อมภรรยาเสียชีวิต เจ็บระนาว เหตุเกิดริมถนนเพชรเกษม สายโคกกลอย-ท้ายเหมือง ร.ต.อ.เฉลิมศักดิ์ อักษรเพียร พนักงานสอบสวนร้อยเวรสภ.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ได้รับแจ้งจากทางโทรศัพท์ว่า ได้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์เก๋ง-กระบะชนกันทีเดียว 4 คันรวด เหตุเกิดที่บริเวณริมถนนเพชรเกษม สายโคกกลอย-ท้ายเหมือง ปากทางบ้านนาแฝก หมู่ที่ 9 ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ได้ประสานมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ กู้ชีพท้ายเหมืองชัยพัฒน์ พร้อมกับเดินทางไปที่เกิดเหตุ

พบรถยนต์กระบะสีขาวยี่ห้อโตโยต้า บจ.4516 ภูเก็ต ด้านหน้ารถพังยับ คนขับนายวิชาญ อายุ 21 ปี อยู่ อ.เมือง จ.พังงา ห่างที่เกิดเหตุเล็กน้อยพบรถยนต์เก๋งสีดำ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส หมายเลขทะเบียน กข 926 พังงา สภาพรถพังทั้งคัน พบผู้เสียชีวิตที่เกิดเหตุสองรายทราบชื่อ ร.ต.ท.เดชา อายุ 59 ปี อดีตผบ.หมู่ สภ.ท้ายเหมือง พร้อมด้วยภรรยา นางจันทร์เรียง อายุ 61 ปี
ส่วนผู้บาดเจ็บกู้ภัยท้ายเหมืองนำส่งโรงพยาบาลท้ายเหมืองชัยพัฒน์ ทราบชื่อ นายภูริทัต อายุ 45 ปี เป็นคนขับรถคันดังกล่าว ถัดออกมายังพบรถยนต์เก๋งสีดำ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส หมายเลขทะเบียน กท 817 ภูเก็ต ด้านหน้ารถพังยัง มีผู้บาดเจ็บสองรายคือนางระรื่น อายุ 62 ปี มารดานางลักขณา อายุ 41 ปี คนขับ

ส่วนอีกคันที่ขับรถมาจากทางด้านตลาดท้ายเหมืองเพื่อมุ่งหน้าเข้าจังหวัดภูเก็ต เป็นรถยนต์กระบะสีน้ำเงิน ยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียน บจ 9466 ภูเก็ต บรรทุกตะไคร์เต็มคันรถ สภาพด้านหน้าและฝั่งคนขับพังยับเยิน มีนายสมชาย อายุ 28 ปี เป็นคนขับได้รับบาดเจ็บ ทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งไปยังโรงพยาบาลท้ายเหมืองชัยพัฒน์ต่อไป

ชาวบ้านผวา แก๊งโจ๋อยู่ๆ ไล่ตีชาวบ้าน บอกคนสั่งให้มาฆ่า

99

ชาวบ้านโพสต์เฟซบุ๊กเล่าเหตุสุดระทึก กินปลาหมึกย่างอยู่ดีๆ เจอวัยรุ่นเข้ามาหาเรื่อง ก่อนยกพวกมาทำลายรถชาวบ้านที่ตลาด อ้างมีคนมาสั่งฆ่า (23 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กเล่าเหตุการณ์ที่ชายวัยรุ่น อายุราวๆ 18-20 ปี ไล่ทำร้ายชายบ้านในพื้นที่ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงในท้องถิ่น สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งยังไม่มีใครทราบว่าชายคนดังกล่าวเป็นใคร
ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ พร้อมกับสอบถามกับ นางสาวจุฑาพร อายุ 25 ปี เจ้าของเฟซบุ๊กอีกคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเล่าให้ฟังว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ตนพาลูกชายกลับมาโรงพยาบาล ก่อนจะแวะซื้อปลาหมึกย่างที่หน้าธนาคารแห่งหนึ่ง แต่ขณะนั้นอยู่ๆ ก็มีชายวัยรุ่น 2 คน ผ่านมาแล้วมองดูตนกับแฟน แล้วขับจักรยานยนต์เลยไปจอดห่างไป 30 เมตร ก่อนจะเดินเข้าจะมาชกต่อยแฟนหนุ่ม แต่ปัดเอาไว้ได้ จึงถามกลับไปว่าทำไมถึงทำแบบนี้ เรารู้จักกันหรือ? อีกฝ่ายบอกว่าไม่รู้จัก แต่มีคนสั่งให้มาฆ่า

เหตุการณ์ยังไม่คลี่คลาย ชายวัยรุ่นพยายามจะชกต่อยแฟนหนุ่ม ทำให้เกิดการต่อสู้กัน แม้กระทั่งพ่อค้าร้านปลาหมึกเข้ามาห้ามปรามก็ยังถูกทำร้ายไปอีกคนเช่นกัน สุดท้ายชาวบ้านที่เหตุการณ์ละแวกนั้นก็เข้ามาจับแยกกันออกไป
ขณะที่ นายนพรัตน์ พ่อค้าปลาหมึกย่าง ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ม่วงสามสิบ โดยเปิดเผยว่า ขณะที่ตนกำลังปิ้งปลาหมึกให้ลูกค้าขาประจำได้มีวัยรุ่น 2 คน เข้ามาทำร้ายลูกค้าที่ยืนกำลังทานปลาหมึกปิ้งด้านหน้าร้าน จึงได้เข้าไปห้าม จนมีการต่อสู้กันแต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บอะไร ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ได้เข้าจะมาห้ามแยกย้ายกันไป
ต่อมาประมาณอีกราวๆ 1 ชั่วโมง วัยรุ่นที่ก่อเหตุได้ขับรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าสีน้ำเงิน-ดำ ย้อนกลับมาพร้อมพวกอีก 4 คน มีอาวุธมีด 3 เล่ม เข้ามาไล่ฟันรถและชาวบ้านที่หน้าตลาดสดม่วงสามสิบ จนได้รับความเสียหาย จากเหตุการณที่เกิดขึ้นตนรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเนื่องจากเป็นพ่อค้า ไม่รู้ว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้จะกลับมาทำร้ายอีกเมื่อไหร่ จึงได้เข้าแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

นอกจากลูกค้าของตนและตนเองแล้ว ยังมีชาวบ้านถูกไล่ฟันไปถึงหมู่บ้านน้ำคำแดง ตำบลเตย อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี แต่รถของผู้ก่อเหตุน้ำมันหมดก่อนจึงได้ทิ้งรถหลบหนีไป
ทางด้าน พ.ต.ท.อุบล โนนตูม สารวัตรเวร (สอบสวน) เปิดเผยว่า เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุตั้งแต่เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (22 มี.ค) และได้ไปตรวจที่เกิดเหตุแต่ไม่พบผู้ก่อเหตุแต่อย่างใด จึงได้วิทยุสกัดจนพบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน-ดำ หมายเลขทะเบียน คตน 465 อุบลราชธานี ซึ่งพบว่าจอดทิ้งไว้ข้างทางไปบ้านน้ำคำแดง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดไว้ตรวจสอบ ติดตามเจ้าของรถมาสอบสวนหาผู้ก่อเหตุต่อไป

ผู้การฯ นครพนมชี้ DNA มัดผู้ต้องหาฆ่าแขวนคอสาว

15

ผบก.ภ.จว.นครพนม ชี้ผลตรวจดีเอ็นเอ ชัดมัดผู้ต้องหา มือฆ่าแขวนคอเจ้าหน้าที่สาวแรงงานนครพนม แม้ยังให้การปฏิเสธ
พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผบก.ภ.จว.นครพนม เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีฆาตกรรมอำพรางสาวแรงงาน น.ส.น้อย (นามสมมุติ) สาววัย 31 ปี สำนักงานแรงงาน จ.นครพนม ชาว ต.ท่าลาด อ.เรณูนคร จ.นครพนม

หลังมีผู้ไปพบศพเสียชีวิตที่ระเบียงหอพัก ใน อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานที่ตกกระจายเกลื่อนในที่เกิดเหตุ รวมทั้งรอยนิ้วมือแฝงของคนร้าย คราบเลือด รอยเท้า และมีดปลอกผลไม้ กระทั่งนำไปสู่การออกหมายจับ นายประจักษ์ วัย 28 ปี หนุ่มคนขับรถสำนักงานเดียวกัน แต่ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ
โดยพล.ต.ต.สุวิชาญ กล่าวว่า ล่าสุดผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะรอยนิ้วมือแฝงบนผ้าพันคอและราวเหล็กที่ใช้เป็นขื่อผูก รวมถึงดีเอ็นเอคราบเลือดของคนร้าย ที่ตำรวจนำส่งตรวจที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานภาค 4 ยืนยันออกมาแล้วว่าตรงกับดีเอ็นเอของนายประจักษ์ชัดเจน

ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตน่าจะมาจากภาวะการทำให้ขาดอากาศหายใจ ก่อนนำไปแขวนคอเพื่ออำพรางคดี สำหรับปมสังหารคาดว่าน่าจะมาจากความหึงหวง อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธและร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีพยานหลักฐานชัดเจน ซึ่งจะได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งฟ้องศาลตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้เชื่อว่าจะสามารถเอาผิดผู้ต้องหาได้อย่างแน่นอน

สุดอนาถ! พระบิณฑบาตโดนตำรวจเมาตบศีรษะต่อหน้าชาวบ้าน

14

พระได้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีหลังถูกดาบตำรวจเมาตบศีรษะ เนื่องจากไม่พอใจที่พระบอกบริจาคเงินมากไป
(22 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองตรัง พระมหาศักย์ศรณ์ คงผล ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์อยู่ที่วัดคลองน้ำเจ็ด ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง ได้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับ ดาบตำรวจมานพ สังกัดตำรวจน้ำอำเภอกันตัง จ.ตรัง

หลังจากที่เมื่อเช้า พระมหาศักย์ศรณ์กำลังเดินบิณฑบาตอยู่บริเวณถนนวิเศษกุล อยู่ๆ ด.ต. มานพ ก็ขับรถเก๋งสีขาวมาจอดในสภาพมึนเมา และนำเงิน 500 บาทมาใส่บาตร แต่พระมหาฯ บอกว่ามากเกินไป ทำให้ ด.ต มานพ เกิดความไม่พอใจ ได้ใช้มือซ้ายล็อกคอพระมหาฯ และใช้มือขวาตบศีรษะพระมหาฯ จำนวน 2 ครั้ง ก่อนที่จะพยายามถลกจีวรออก
โดยบอกกับชาวบ้านที่ยืนดูเหตุการณ์ในบริเวณดังกล่าวว่าเป็นพระปลอม มาจากวัดสาลิการาม ต.โคกหล่อ ซึ่งพระมหาฯ ชี้แจงว่าตนเป็นพระอุปัชฌาย์และเป็นพระจริง

โดยได้จำพรรษาที่วัดคลองน้ำเจ็ดไม่ใช่วัดสาลิการาม แต่ ด.ต. มานพ ไม่เชื่อ ยังคงพยายามถลกจีวรพระออก จนมีชาวบ้านเข้ามาห้าม และนำตัวพระมหาฯ เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองตรัง ซึ่งมี ด.ต. มานพ ตามมาเอาเรื่องพระมหาฯ จนตำรวจ สภ.เมืองตรัง ต้องมาลากตัวออกไปเพื่อสงบสติอารมณ์ ต่อมาภรรยาและพี่ชายของ ด.ต. มานพ เดินทางมาขอโทษแทน ทำให้พระมหาฯ ไม่เอาเรื่องแต่ขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และให้ ด.ต. มานพ ไปกราบขอขมาตนและเจ้าอาวาสวัดคลองน้ำเจ็ด และให้สัญญาว่าต่อไปจะไม่เมาสุราและประพฤติอย่างนี้อีก โดยตำรวจได้เปรียบเทียบปรับ ด.ต. มานพเป็นเงินจำนวน 1,000 บาท ซึ่งพี่ชายของ ด.ต. มานพ  รับปากว่าจะพา ด.ต. มานพ ไปขอขมาภายใน 1-2 วันนี้

หนุ่มใหญ่ลงสนามเตะบอล แค่ 10 นาที ล้มฟุบช็อคดับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (28 ก.พ.) ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ได้เดินทางไปที่บริเวณสนามโรงเรียนชุมชนนามะเขือวิทยา ต.นามะเขือ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ หลังจากได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุชาวบ้านที่ลงเล่นการแข่งขันเตะฟุตบอลแล้วเกิดอาการช็อคล้มลงกลางสนามแล้วเสียชีวิต ในงานการแข่งขันกีฬาเยาวชนและประชาชนตำบลนามะเขือ “นามะเขือเกมส์” ประจำปี 2560 ซึ่งได้จัดระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-1 มี.ค. 2560 จากการสอบถามชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเป็นการแข่งขันกีฬาฟุตบอลระหว่างทีมบ้านคำน้ำแซบ หมู่ 6 พบกับทีมบ้านโพนคำ หมู่ 5 เป็นการแข่งขันฟุตบอลมีผู้เล่นฝั่งละ 11 คน ซึ่งนายประยงค์ อายุ 41ปี ผู้ตายเล่นอยู่ทีมบ้านโพนคำ หมู่ที่ 5 ซึ่งเริ่มการแข่งขันทั้งสองทีมก็ต่างพากันทำประตู

โดยการแข่งขันมาได้ประมาณ 10นาที นายประยงค์ ที่กำลังวิ่งอยู่ในสนามได้เกิดล้มลงกลางสนามและเกิดอาการช็อคไม่รู้สึกตัว ผู้เล่นในสนามได้ช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้น และนำขึ้นรถไปส่งที่ รพ.อำเภอสหัสขันธ์ แต่นายประยงค์ได้เสียชีวิตในระหว่างเดินทาง ทางรพ.จึงให้ญาตินำไปศพไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านของผู้ตาย
นางคำปุน อายุ 43 ปี ภรรยาผู้ตายบอกว่า ปกติสามีของตนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ซึ่งทุกวันจะทำการรับจ้างกู้มันสำปะหลัง โดยวันนี้มีการแข่งขันกีฬาประจำตำบลตนและสามีก็ได้ไปร่วมงานเพื่อที่จะไปแข่งขันเตะฟุตบอล ซึ่งสามีของตนไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่สุขภาพร่างกายก็แข็งแรง จึงได้ลงแข่งขัน

แต่ลงไปได้ไม่นานก็พบว่ามีเพื่อนบ้านมาบอกว่าสามีช็อคอยู่กลางสนาม จึงได้พากันนำไปที่รพ.แต่ก็เสียชีวิตกลางทาง โดยทางแพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดจากหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งตนก็ไม่ติดใจสาเหตุการตายเนื่องจากเป็นการแข่งขันกีฬาธรรมดา
น่าจะเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้เกิดอาการวูบได้ง่าย หรืออาจจะอ่อนเพลียเนื่องจากสามีตนชอบดูบอลและจะนอนดึกทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งศพจะตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้านไปจนถึงวันพรุ่งนี้ก็จะนำไปฌาปนกิจที่วัดต่อไป

อัยการยื่นฟ้อง4ผู้ต้องหาเครือข่ายไซซะนะต่อศาลอาญาแล้ว

อัยการ ยื่นฟ้อง 4 ผู้ต้องหาคดียาเสพติดเครือข่ายไซซะนะ ต่อศาลอาญา แล้ว -นัดตรวจหลักฐาน 13 มี.ค. นี้ พร้อม ตั้งทีม สอบสวน ร่วม ปส. สอบสวนคดี ไซซะนะ ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีนายไซซะนะ แก้วพิมพา อายุ 41 ปี  ชาว สปป ลาว  ผู้ค้ายาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่   ว่า ขณะนี้สำนวนคดีที่มีการกล่าวหา นายไซซะนะ ข้อหาสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งกลุ่มของนายไซซะนะได้ก่อเหตุที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และด่านตรวจคนเข้าเมือง – ด่านตรวจยาเสพติด จ.หนองคาย , นครราชสีมา , ชุมพร และลานจอดรถโรงแรมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 ( บก.ส.2 ปส.) ซึ่งในส่วนของนายไซซะนะ ล่าสุดได้มีการยื่นคำร้องฝากขังเป็นครั้งที่ 4 เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. – 11 มี.ค. นี้

ซึ่งคดีนี้ พนักงานอัยการสำนักงานคดียาเสพติด 10 ได้ยื่นฟ้องนายทรรศพล พลธี , นายไพฑูรย์ ทองเสม , น.ส.เกศญาณัฐฐ์ ธงวาด และนายนิอุสมัน ปะจู ชาวมาเลเซีย จำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันนำเข้ายาเสพติดประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อจำหน่ายฯ, มียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายฯ และสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิด และได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต่อศาลอาญาแล้ว   โดยศาลนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 13 มี.ค.นี้ เวลา 09.00 น
อสส.ตั้งทีมอัยการ สอบสวน ร่วม ปส. สอบสวนคดี ไซซะนะ

ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด  เปิดเผยว่า  ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ได้พิจารณาเรื่องและเอกสารคดีของนายไซซะนะ แก้วพิมพา ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ซึ่ง พ.ต.ท.สมเกียรติ จักรชุม เป็นผู้กล่าวหาแล้ว เห็นว่าพฤติการณ์เป็นความผิดกล่าวหานั้นมีโทษตามกฎหมายไทย  ซึ่งส่วนหนึ่งได้กระทำนอกราชอาณาจักรไทย จึงถือเป็นคดีความผิดนอกราชอาณาจักรด้วย อัยการสูงสุดจึงใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 มอบหมายให้พนักงานสอบสวนกลุ่มงานสอบสวนและตรวจสอบทรัพย์สินกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 เป็นพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนอัยการสูงสุด และให้นายวิโรจน์ ศรีดุษฎี อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานการสอบสวน, นายประสิทธิ์ บัวรักษ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษสำนักงานการสอบสวน และนายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานการสอบสวน คนหนึ่งคนใดทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน